
สเตเฟ่น เคอร์รี่ เดินหน้าสู่บทใหม่ในเส้นทางธุรกิจและแบรนด์ส่วนตัว หลังแยกทางกับ Under Armour ด้วยความยินยอมร่วมกันในช่วงปลายปี 2025 และตัดสินใจย้ายไปจับมือกับ Li-Ning แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่จากจีน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลสำคัญที่สุดในอาชีพของเขา เพราะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผู้สนับสนุน แต่เป็นการวางรากฐานให้ Curry Brand เติบโตในระดับโลกอย่างจริงจัง โดยดีลนี้ครอบคลุมระยะเวลา 10 ปี ทั้งรองเท้าบาสเกตบอล เสื้อผ้าแนวไลฟ์สไตล์ และอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร
จุดเด่นของข้อตกลงครั้งนี้คือ เคอร์รี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พรีเซนเตอร์สินค้า แต่ยังมีบทบาทใกล้เคียงเจ้าของแบรนด์และผู้กำหนดทิศทางธุรกิจ เขาสามารถดึงนักกีฬาเข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าอนาคตของแบรนด์ต้องถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทที่เข้าใจทั้งกีฬาและนวัตกรรมอย่างแท้จริง เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเลือก Li-Ning คือสถานะที่โดดเด่น เพราะเขาจะกลายเป็นชื่อที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ทันที ต่างจากการอยู่ในแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ต้องแชร์พื้นที่กับซูเปอร์สตาร์คนอื่น ขณะเดียวกัน Li-Ning ยังเปิดโอกาสให้ Curry Brand ขยายอิทธิพลสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่นักบาส NBA มีพลังทางการตลาดสูงมาโดยตลอด
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดีลนี้น่าสนใจคือยุค NIL ที่เปิดทางให้แบรนด์เข้าถึงนักกีฬารุ่นใหม่ได้เร็วขึ้น ทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย รวมถึงอาจต่อยอดไปสู่ความร่วมมือกับสถาบันต่าง ๆ ในอนาคต โดยมหาวิทยาลัย Davidson ซึ่งเป็นสถาบันเก่าของเคอร์รี่ก็ถูกมองว่าอาจมีบทบาทสำคัญในแผนระยะยาวของแบรนด์ ที่สำคัญที่สุดคือสัญญา 10 ปีฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่ออนาคตหลังเลิกเล่นบาสเกตบอลอาชีพตั้งแต่ต้น และเมื่อมองภาพรวมทั้งหมดก็ชัดเจนว่า Curry Brand กำลังเดินตามรอยความสำเร็จของ Jordan Brand เพื่อสร้างอาณาจักรของตัวเองในโลกกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับพันล้านดอลลาร์